democracys

การเมืองการปกครองของไทยในสมัยก่อน เป็นการปกครองจากกษัตริย์สู่ประชาชนโดยตรง ในสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี การปกครองเป็นแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน กษัตริย์เป็นดั่งสมติเทพ ก็เป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนถึงในยุคการปกครองของรัชการที่5 ได้มีการจัดระเบียบปฏิรูปราชการเสียใหม่ แต่ก็ยังเป็นการปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่เช่นเดิม แต่ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีข้าราชการชั้นสูงหลายท่านได้รวมกลุ่มกัน โดยมีชื่อกลุ่มคือคณะราษฎร ได้ทำการปฏิวัติจึงทำให้กลายมาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

การปกครองระบอบประชาธิปไตยแม้เปลี่ยนมาเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้ว หลังจากที่ทำการปฏิวัติอำนาจทางการเมืองของไทยก็ไปตกอยู่ในมือของข้าราชการระดับสูง อีกทั้งไม่ยอมให้ประชาชนหรือกลุ่มการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ข้ากลุ่มราชการได้รับประโยชน์อย่าท้วมท้นจากการใช้อำนาจทางการเมือง อำนาจดังกล่าวได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม เนื่องจากกลุ่มข้าราชการเหล่านี้ได้อำนาจการปกครองมาจากการใช้กำลังเป็นเครื่องมือ ส่วนสำคัญคือเมื่อกลุ่มข้าราชการได้รับอำนาจทางการเมืองแล้วแต่ก็ไม่คิดที่จะให้อำนาจแก่ประชาชน ด้วยการกระทำเช่นนี้จึงทำให้การเมืองของไทยในยุคนั้น เป็นเรื่องของข้าราชการทหาร จึงเป็นเพียงระบอบทางการเมืองแบบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น

democracys-
ยุคต่อมากการปกครองของไทยได้ถูกมาเปลี่ยนเป็นแบบธนาธิปไตย ซึ่งมีตัวแปรสำคัญคือ ชนชั้นกลาง จากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาติอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้คนไทยเริ่มศึกษาและลอกเลียนแบบคุณลักษณะหลายประการจากวิถีชีวิตชนชั้นกลางของชาติอื่นแบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว

อีกหนึ่งเหตุผลของการกำเนิดชนชั้นกลางคือการเรียน ยิ่งการศึกษาสูงยิ่งทำให้เกิดความทะเยอทะยาน มีความต้องการให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม และต้องการมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในตนเอง การเข้ามาของการศึกษานับเป็นส่วนสำคัญที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงชนชั้นสังคมของประเทศไทย จึงถือว่าการศึกษาช่วยทำให้ประชาชนมีฐานะดีขึ้น
หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ14 ตุลา ประชาชนเริ่มเสื่อมความศรัทธาในระบอบอำมาตย์ ทำให้วงการธุรกิจเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการเข้าสู่การลงเล่นการเมืองของเหล่านักธุรกิจ ก็มีนักธุรกิจจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ดำรงตำแหน่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องการเสียสละเพื่อชาติเพื่อสังคม แต่ก็ยังมีนักธุรกิจบางกลุ่มใช้กระบวนการนี้ทำธุรกิจ เช่น การใช้เงินซื้อเสียงเลือกตั้ง
สรุปได้ว่า การเมืองของประเทศไทยนั้นส่วนมากเป็นการตอบสนองต่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ทำเพื่อประเทศหรือประชาชนอย่างแท้จริง