รูปแบบของระบบประชาธิปไตย

รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด แต่จากการศึกษาสามารถสรุปรูปแบบประชาธิปไตย ได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

_democracys

1.หลักประมุขของประเทศ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

 – มีพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุข

พระมหากษัตริย์จะใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงไม่ได้ แต่ต้องใช้อำนาจนั้นผ่านทางองค์กรต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ทาง อีกทั้งในเรื่องของการเมืองพระมหากษัตริย์จะต้องทรงเป็นกลาง

มีประธานาธิบดีที่เป็นประมุข

ต้องทำเพื่อประชาชน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง ถูกโหวตมาจากเสียงข้างมากของประชาชน

_democracys-

2.หลักการรวม การแยกอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 แบบ ดังนี้

แบบรัฐสภา

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือ จะมีผู้แทนราษฎรเพียง 1 สภาหรือมี 2 สภาก็ได้ สภาผู้แทนราษฎร มาจากประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่วนวุฒิสภาส่วนมากได้สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง แต่สมาชิกวุฒิสภาบางประเทศก็มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งสภาก็สามารถเรียกต่างกันได้ เช่น ประเทศอังกฤษเรียกว่าสภาล่าง กับ สภาสูงหรือสภาขุนนาง เป็นต้น แต่ตามรูปแบบประชาธิปไตยแล้ว สภาทั้งสองจะต้องทำการประชุมร่วมกันที่เรียกว่ารัฐสภา ส่วนผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ คือเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจในการออกกฎหมายเพื่อใช้ปกครองประเทศ รวมทั้งมีอำนาจให้ความเห็นชอบจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งคอยควบคุมการบริหารของรัฐบาลด้วย แม้รัฐบาลต้องอยู่ในการกำกับดูแลของสมาชิกรัฐสภา รัฐสภาคอยดูแลสอดส่องรัฐบาลตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ ส่วนทางรัฐบาลก็สามารถยุบสภาได้ ทำให้เกิดความสมดุลในการปกครอง

แบบประธานาธิบดี มีความเหมือนกับแบบรัฐสภา คือ มีรัฐสภาเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ มีประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ซึ่งประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมา 1 ชุด เพื่อช่วยในการบริหารประเทศและถ้าหากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนอำนาจนิติบัญญัติก็อยู่ที่รัฐสภานั่นเอง ทั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจากการโหวตคัดเลือกของประชาชน จึงต้องทำหน้าที่ต่อประชาชนโดยตรง อำนาจตุลาการนั้นมีอิสระเสรี เพราะฉะนั้นการปกครองในรูปแบบนี้ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ต่างมีอิสระเป็นของตนแยกกันอย่างเด่นชัด สถาบันทั้ง 3 นี้ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ใช้อำนาจของตนเกินขอบเขต

แบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยรูปแบบนี้ คือ ประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งประมุขรวมทั้งช่วยบริหารราชการแผ่นดินร่วมกันกับนายรัฐมนตรี หากพูดถึงในด้านการบริหารนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามในการประกาศใช้กฎหมาย ส่วนคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ส่วนรัฐสภามีหน้าที่ ออกกฎหมายควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนประธานาธิบดีเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศรวมทั้งเรื่องการเมืองทั่วไป อีกทั้งยังทำหน้าที่ตุลาการ สามารถยุบสภาได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นการปกครองแบบนี้ จึงมีอำนาจมาก การปกครองในรูปแบบนี้เราจะเห็นได้จาก ประเทศ อินเดีย ฝรั่งเศส เป็นต้น

 

แหล่งข้อมูล http://www.abt-tapon.net/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=208681