President-Ministry

ช่วงนี้มีประเด็นเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากคือการได้มาของ คณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางและปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เป็นไปตามกฎเกณที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร เพราะหลายคนตั้งประเด็นขึ้นมาว่าการที่จะเป็นประธาน กมธ. จะต้องไม่ใช่ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในการสนับสนุนหรือคัดค้านมาก่อน ทำให้หลายพรรคเกิดความเห็นต่างกันขึ้นมาเพราะสองฝ่ายต่างพากันเสนอสมาชิกพรรคของตนเองเข้าชิง

หน้าที่ของกรรมาธิการ (Committee)

กรรมาธิการ หรือ กมธ. เป็นบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สมาชิกวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสภาเพื่อสอบสวน หรือ ทำการศึกษาเรื่องใดก็ตามที่สภาได้มอบหมายเอาไว้ โดยการดำเนินงานจะต้องรายงานผลต่อสภาตลอด เพราะถือว่ามีอำนาจในการดำเนินการครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม กรรมาธิการจะมีการจัดประชุมแยกเป็นของตนที่เรียกว่าการประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกลของสภา มีสิทธิที่จะอภิราย แถลงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความเห็นได้ตามวัตถุประสงค์ รวมถึงมีสิทธิในการออกเสียงเหมือนการประชมสภา โดยได้รับความคุ้มครองที่ผู้ใดไม่อาจนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องได้

ขอบเขตอำนาจของกรรมาธิการ

มีอำนาจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยสามารถสอบสวนเรื่องใดก็ตามที่อยู๋ภายใต้อำนาจหน้าที่ของสภา มีอำนาจที่จะเรียกบุคคลใดก็ตามมาแถลงข้อเท็จจริง รวมถึงสามารถเรียกร้องเอกสารจากบุคคลนั้นได้ สามารถออกเสียงในการลงมติในที่ประชุม โดยใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ โดยกรรมาธิการหนึ่งคนมี 1 เสียงในการลงมติ หากปรากฏว่าเสียงคะแนนเท่ากัน ประธานสภาสามารถที่จะลงคะแนนเพื่อเป็นเสียงชี้ขาดได้ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังมีอำนาจหน้าที่ในการกิจการด้านอื่นๆ เช่น การเดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนเพื่อดูแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน หรือ การเดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และต่างประเทศ

ขั้นตอนในการเลือกคณะกรรมาธิการ

การเลือกคณะกรรมาธิการจะถูกเลือกในที่ประชุมโดยมีประธานชั่วคราวทำหน้าที่ดำนเนินการในที่ประชุม โดยเมื่อเลือกประธานคณะกรรมาธิการแล้วจึงเชิญประธานคณะกรรมาธิการเข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยผู้ที่จะถูกให้พ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อตำแหน่งสภาผู้แทนสิ้นสุด มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เสียชีวิต ถูกสภาสั่งให้ออกจากตำแหน่ง มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการใหม่ หรือขาดการประชม 3 ครั้ง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่ง

การจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางและปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จะต้องเป็นคนที่ผู้ที่รู้เรื่องกฎหมายอย่างถ่องแท้ เคยผ่านรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ซึ่งจะต้องเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย โดยจะต้องเห็นความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นหลัก และสนับสนุนให้ประเทศรักษาความเป็นประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนได้มีส่วนรวมในการปกครอง ปัญหาที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนกลายเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ คือกลัวรัฐบาลได้คนที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมานั่งเป็นประธาน กมธ. นั่นหมายความว่าประเทศของเราจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

อีกหนึ่งปัญหาคือนักการเมืองหลายคนดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญ เพราะหลายคนอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งประกาศใช้กันเมื่อปี 2560 ไม่มีปัญหาที่ต้องกังวล และไม่เห็นความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมือง พวกเขาเหล่านี้จึงไม่ได้มีความสนใจที่อยากจะแก้ไข บางส่วนก็ออกมาปกป้องกันอย่างสุดตัว เพราะกลัวจำเสียผลประโยชน์ของตนเองที่มีในตอนนี้ การเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน แต่สิ่งทีตรงกันข้ามนี่สิที่เราต้องนั่งคุยกันยาว ลองยกตัวอย่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อประชาชนสามารถเลือก สมาชิกสภาได้ 500 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แต่ คสช. สามารถเลือก ส.ว.ได้ 250 คน คำถามที่เกิดขึ้นคือ ความเป็นประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน